
ธุรกิจก่อสร้างไทยเตรียมรับมือ FTA ตัวโปรย………อย่างไรก็ตามในห้วง 10 ปีนี้อาเซียนจะเปิดประเทศตามข้อตกลง และประชากรในกลุ่มประเทศอาเซียนก็จะเพิ่มเป็น 600 ล้านคนและธุรกิจก่อสร้างก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเพราะถือเป็นภาคบริการ ดังนั้นผู้รับเหมาเองก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรองรับไว้ด้วยสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ เดินสายพบผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้างในภูมิภาค หวังให้เกิดการเชื่อมโยงและผนึกกำลังให้เข้มแข็งมากขึ้น อุปนายกฯเผยภายใน 10 ปีต้องพร้อมรับผลกระทบจากการเปิดเสรีตามข้อตกลง FTA พร้อมวาดฝันเพิ่มสัดส่วนอุตสาหกรรมก่อสร้างไม่ต่ำกว่าร้อยละ 6 ของ GDP ประเทศ* สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานสัมมนาผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้างในภาคเหนือ ในหัวข้อ “ก่อสร้างไทย ร่วมใจพัฒนา” ครั้งที่ 2 เมื่อวันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมอิมพีเรียลแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ นำทีมโดย นายพลพัฒ กรรณสูต นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์,นายอังสุรัสมิ์ อารีกุล อุปนายกสมาคมฯ, นายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง เลขาธิการสมาคมฯ, ร่วมด้วย นายณัฐพร พรหมสุทธิ , นายดนุช ยนตรรักษ์ , นายบพิธ ธุระชน , นายธนิต ธรรมไกรสร , คุณลิซ่า งามตระกูลพานิช , นายรุจน์ทัย รักราชการ , นายอนุชิต หวั่งหลี และนายสุรชัย เลศะวานิช กรรมการบริหารสมาคมฯ นายพลพัฒ กรรณสูต
นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การจัดงาน “ก่อสร้างไทย ร่วมใจพัฒนา ครั้งที่ 2”ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์สมาคมฯให้เป็นที่รู้จักแก่ผู้ประกอบการธุรกิจก่อสร้างในภูมิภาค รวมทั้งได้สนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร และตอบข้อซักถามที่เป็นปัญหาของผู้ประกอบการ เช่น ปัญหาระเบียบปฏิบัติในการจัดซื้อ จัดจ้าง ปัญหาข้อกฎหมายและเรื่องราวร้องทุกข์ของผู้ประกอบการ ซึ่งทางสมาคมฯได้เชิญวิทยากรที่เกี่ยวข้อง อาทินายเชิดชัย มีคำ นิติกรเชี่ยวชาญ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง,นายเกรียงไกร เจียมบุญศรี ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท วีระวงค์, ชินวัฒน์ และเพียงพนอ จำกัด, นายประทีป คงสนิท นักกฎหมาย ป.ป.ช. ชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.),นายวิชัย ขจรปรีดานนท์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงใหม่มาร่วมเสวนาในหัวข้อระเบียบการจัดซื้อ จัดจ้างและระเบียบปฏิบัติ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาคเอกชน
นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ กล่าวว่า แม้สมาคมฯจะก่อตั้งมาเป็นเวลานาน โดยมีการจดทะเบียนก่อตั้งสมาคมตั้งแต่ 12 ธันวาคม 2471 โดยขณะนั้นใช้ชื่อว่าสมาคมนายช่างแห่งกรุงสยาม มีวัตถุประสงค์เพื่อผนึกกำลังช่างเหมาทั้งหลายเข้าด้วยกัน ก่อเกิดภารกิจที่จะทำนุบำรุงกิจการก่อสร้างให้เจริญก้าวหน้า ภายใต้มาตรฐานหนึ่งเดียว และได้มีการเปลี่ยนแปลงชื่ออีกครั้งเป็น สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยเมื่อ 24 ตุลาคม 2544 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับสมาคมฯเข้าไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปัจจุบันสมาคมฯได้ยืนหยัดเคียงคู่ชาวก่อสร้างมาถึง 81 ปีและสามารถสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ รองรับกับจุดมุ่งหมายของสมาคมฯที่จะผลักดันวงการอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติได้ “ความจริงแล้วสมาคมฯต้องการให้ผู้รับเหมาทั้งรายใหญ่ กลางและเล็กได้เข้ามาเป็นสมาชิกของสมาคม โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค เพราะที่ผ่านมาปัญหาของผู้รับเหมาในภูมิภาคทางส่วนกลางไม่สามารถที่จะรับรู้และสะท้อนไปถึงภาครัฐได้เพราะขาดการเชื่อมโยง หากผู้รับเหมามาเป็นสมาชิกของสมาคมฯแล้ว การเชื่อมต่อผลักดันการแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็ทำได้ง่ายขึ้น” นายพลพัฒ กล่าว
ด้านนายอังสุรัสมิ์ อารีกุล อุปนายกและประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างประเทศสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย กล่าวว่า หลังจากที่กลุ่มประเทศอาเซียนบรรลุข้อตกลงในการเปิดเสรีตั้งแต่ 1 มกราคมที่ผ่านมาในส่วนของสมาคมฯก็ได้ติดตามเรื่องผลกระทบกับคนในวงการก่อสร้าง โดยเฉพาะจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนามและอนาคตจะมีลาว กัมพูชาและพม่า ซึ่งบริษัทก่อสร้างจากกลุ่มประเทศเหล่านี้ก็จะเข้ามามีบทบาทในงานก่อสร้างในประเทศมากขึ้น แม้ขณะนี้จะมีเพียงบริษัทก่อสร้างจากสิงคโปร์และมาเลเซียเข้ามาแล้ว ทางสมาคมฯก็พยายามดูแลไม่ให้เข้ามาได้ง่าย โดยใช้มาตรฐานไทยๆ ที่ผู้รับเหมาต่างประเทศจะต้องปฏิบัติตามซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร “อย่างไรก็ตามในห้วง 10 ปีนี้อาเซียนจะเปิดประเทศตามข้อตกลง และประชากรในกลุ่มประเทศอาเซียนก็จะเพิ่มเป็น 600 ล้านคนและธุรกิจก่อสร้างก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเพราะถือเป็นภาคบริการ ดังนั้นผู้รับเหมาเองก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรองรับไว้ด้วย” นายอังสุรัสมิ์ กล่าว
ส่วนนายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง เลขาธิการและประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายกิจกรรมสัมพันธ์ สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย กล่าวว่า การเปิดเวทีรับฟังความเห็นในทุกภูมิภาคที่สมาคมฯจัดขึ้นนี้ก็เพื่อที่จะได้เป็นแนวทางในการพัฒนาวงการก่อสร้างในระยะยาว ให้ผู้ประกอบการได้มีส่วนร่วมและกำหนดยุทธศาสตร์ก่อสร้างไทยเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทย เพราะมูลค่าการลงทุนภาคก่อสร้างของไทยมีสูงถึงปีละ 8 แสนล้านบาทโดยเป็นการลงทุนในโครงการของรัฐและของเอกชนอย่างละครึ่ง ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาการก่อสร้างของไทยมีผลต่อ GDPประมาณ 2-3% หากเทียบกับการลงทุนก่อสร้างของนานาชาติจะอยู่ที่ 5-6 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปีหรือประมาณ 150-180 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในปี 2553 นี้มีบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มธุรกิจก่อสร้าง ซึ่งแยกเป็นก่อสร้างทั่วไป 56,851 ราย ทุนจดทะเบียน 283,545.30 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจงานวิศวกรรมโยธาหรือก่อสร้างงานขนาดใหญ่ 3,901 ราย ทุนจดทะเบียน 72,468.79 ล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยมีแรงงานหรือลูกจ้างที่อยู่ในธุรกิจก่อสร้าง 2.95 ล้านคน จากคนในวัยแรงงาน/ทำงานทั่วประเทศ 37 ล้านคน โดยเป็นวิศวกร 15,000 คนและวิศวกรโยธา 5 หมื่นคน เป็นแรงงานที่อยู่ในภาคกลางประมาณ 5 แสนคน ภาคเหนือ 6-7 แสนคน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 ล้านกว่าคนและภาคใต้ประมาณ 3 แสนคน และภาพรวมปัญหาของการก่อสร้างไทยส่วนใหญ่คือขาดทิศทางในการพัฒนาโดยรวม ขาดหน่วยงานเจ้าภาพ ขาดการส่งเสริมปัจจัยพื้นฐานการเติบโต “ปี 2552 สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยได้เริ่มนำยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหรรมก่อสร้างไทยเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐ เอกชนหรือกรอ. ซึ่งสมาคมฯตั้งเป้าที่จะให้อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยมีสัดส่วนต่อ GDP ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 6 โดยเน้นยุทธศาสตร์ในการสร้างงานและรายได้ ส่งเสริมอุตสาหกรรมพื้นฐาน มีการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมก่อสร้างและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในตลาดทั้งในและต่างประเทศ” กรรมการบริหารสมาคมฯ กล่าวชี้แจง
ส่วนบรรยากาศภายในงานนอกจากจะมีการตอบคำถามจากผู้ทรงคุณวุฒิ สมาคมฯ ยังได้รวบรวมปัญหาของผู้ประกอบการก่อสร้างในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากงานสัมมนาภูมิภาค ครั้งที่ 1 จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา รวมทั้งปัญหาต่างๆ ที่สมาชิกได้ร้องเรียนเข้าไปที่สมาคมฯ มาร่วมพูดคุย ทำความเข้าใจและหาแนวทางแก้ไขต่อไป “ทั้งหมดนี้ก็เพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบการก่อสร้าง ให้สามารถดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและได้รับความเป็นธรรม เพราะเมื่อปัญหาเหล่านี้มีทางออกและได้รับการแก้ไข ย่อมช่วยให้เกิดการพัฒนา ยกระดับผู้ประกอบการก่อสร้าง เกิดการการสร้างมาตรฐาน และพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างในระดับประเทศต่อไป รวมทั้งเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินงานของสมาคมฯ พร้อมรับทราบปัญหาของผู้ประกอบการทั่วประเทศ จึงได้กำหนดให้มีการจัดสัมมนาให้ครบทุกภาคภายในปี 2553 โดยครั้งต่อไป จะเป็นสัมมนาภาคใต้ จัดที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 7 สิงหาคม 2553 ”
เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย กล่าวทิ้งท้ายก่อนจบงานสัมมนา ครั้งที่ 2 ****สัมมนาภูมิภาคในครั้งนี้ นอกจากคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดปัจจุบัน จะผนึกกำลังเชื่อมประสานกระชับความสัมพันธ์ผู้ประกอบการก่อสร้างแล้วนั้น ยังได้รับความร่วมมือจากซับพลายเออร์ อาทิ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน , บริษัท เจ.บี.พี. อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็นท์ จำกัด , บริษัท เวิร์ล โคเกียว (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท ลองกอง สตูดิโอ จำกัด ร่วมด้วยยักษ์ใหญ่วงการก่อสร้างเมืองไทย บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) อีกด้วย
8/7/2553
ที่มา :http://www.chiangmainews.co.th/read.php?id=18678